1
           
หน้าหลัก        
บทความ      
หลักสูตร
 
คณาจารย์
   
วิทยานิพนธ์
 
ประวัติภาควิชา
ข่าวประชาสัมพันธ์  
       
         
   

 

1

สื่อการสอน

พฤศจิกายน 2543

รองศาสตราจารย์สมเชาว์ เนตรประเสริฐ

ภาควิชาโสตทัศนศึกษา


ความสำคัญของสื่อการสอน

          กระบวนการเรียนการสอน สื่อจัดว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเรียนการสอนครบบริบูรณ์
และยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวชี้ถึงประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในครั้งนั้น ๆ อีกด้วย เพราะตัวสื่อจะเป็นตัวการสำคัญที่
นำเอาความรู้และประสบการณ์เข้าไปสู่การรับรู้ของผู้เรียน ซึ่งการรับรู้นี้เองที่ครูผู้สอนจะเลือกช่องทางให้ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้ว
ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดจะไม่สามารถเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนได้ตามประสงค์ของครูผู้สอน ประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้
แม้มีเพียง 5 ประการ ได้แก่ การรับรู้ทางตา การรับรู้ทางเสียง การรับรู้ทางสัมผัส การรับรู้ทางรส และการรับรู้ทางกลิ่น
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว จะพบว่ามีการเลือกใช้การรับรู้ไม่เหมาะสมกันมากอันเนื่องมาจากยึดเอาความสะดวกคุ้นเคยของผู้สอน
เช่น การใช้การบรรยายในการสอนเพื่ออธิบายรูปทรงขององค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะของสถาปัตยกรรมไทย
กับอินเดียที่ผสมผสานมากับความเชื่อทางพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งคงจะเห็นได้ว่าผู้เรียนจะรับรู้และเกิดผลของการเรียนรู้
แตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะภาพนึกจากการฟังจะถูกแปลความหมายไปตามประสบการณ์เดิมของผู้เรียนซึ่งก็ย่อมแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงควรจะต้องนำภาพมาใช้ประกอบการบรรยายดังกล่าวด้วย จึงจะสามารถชี้ให้เห็นความเหมือนหรือความแตกต่าง
ของสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน ประเด็นนี้คงจะสรุปได้ว่าความสมบูรณ์ของกระบวนการเรียนการสอนจำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ในองค์ประกอบของแต่ละส่วน โดยเฉพาะในส่วนของสื่อการสอนนั้น ในแนวคิดด้านเทคโนโลยีการศึกษาจะถือว่าสื่อการสอน
คือ การทำให้ความเป็นนามธรรมไปสู่ความเป็นรูปธรรม




นอกจากนี้สื่อการสอน
          - จะช่วยรักษาความคงที่ (Consistency) ของเนื้อหา เพราะได้บรรจุไว้ในตัวสื่อแล้ว
          - สามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนในรูปแบบต่างๆ ได้
          - สามารถรวบรวมเป็นระบบเพื่อเป็นแหล่งความรู้ในศูนย์วิทยบริการของโรงเรียน
          - สามารถใช้เป็นสื่อเพื่อการเรียนซ่อมเสริม
          - เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอน
          - จะเป็นเครื่องสื่อกำหนดบทบาทของครูและนักเรียน

ประเภทของสื่อการสอน

          สื่อการสอนเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างครูผู้สอนและเนื้อหาที่ครูเตรียม เพื่อถ่ายทอดไปสู่ตัวผู้เรียน หากองค์ประกอบของสื่อการสอนขาดไปก็ไม่มีช่องทางใดเลยจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนได้ ฉะนั้น
หากจะถามว่า “สื่อการสอนมีอะไรบ้าง” ก็ตอบได้ว่า “ทุกๆสิ่งทุกๆ อย่างที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากครูไปสู่ผู้เรียน”
จะเห็นว่าสื่อการสอนมีมากมาย โดยสรุปแล้วสื่อการสอนเป็นความหมายครอบคลุมถึง “วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ”
          วัสดุ ได้แก่ สื่อที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น รูปภาพ แผนภูมิ
          อุปกรณ์ ได้แก่ บรรดาเครื่องมือ อุปกรณ์สำเร็จรูป ทั้งที่สามารถใช้ได้ด้วยตัวของอุปกรณ์นั้นๆ เอง เช่น สื่อของจริง
หุ่นจำลอง และสื่อที่ต้องใช้ร่วมกับวัสดุ เช่น สไลด์ วีดิทัศน์ ซีดี-รอม หุ่นจำลองบางชนิด เป็นต้น
          วิธีการ ได้แก่ สิ่งที่ใช้เทคนิคเป็นพิเศษเฉพาะ เช่น การจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกมการศึกษา ศูนย์การเรียน การทดลอง
ทัศนศึกษา สถานการณ์จำลอง แหล่งความรู้ชุมชน เป็นต้น
          การจัดประเภทของสื่อการสอนอีกลักษณะหนึ่งเน้นพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยถือว่าสิ่งใดๆ ก็ตาม
ที่สามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นโดยทางตรง หรือทางอ้อมก็ตาม ถือได้ว่า
สื่อเป็นแหล่งรวมของความรู้ แหล่งความรู้ มี 4 ลักษณะ ได้แก่
          1. แหล่งความรู้ที่เกิดจากครูผู้สอน โดยยึดเอาครูผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้โดยตรง ให้แก่ผู้เรียน
ซึ่งจะโดยวิธีการใดก็ตาม การยึดเอาผู้สอนเป็นศูนย์กลางว่าเป็นสื่อ เช่นนี้ เพราะมีความเชื่อว่าคนก็เป็นสื่อประเภทหนึ่ง
ที่สามารถแพร่ความรู้ไปสู่ผู้รับสาร สื่อบุคคลจะเป็นสื่อที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่กว้างขวาง
สามารถมีปฏิสัมพันธ์ขณะถ่ายทอดประสบการณ์ และปรับสภาพให้เหมาะสมได้กับทุกสถานการณ์และจัดกิจกรรมการเรียน
ได้ทุกรูปแบบ และทุก พฤติกรรมอันได้แก่ พุทธพิสัย เจตพิสัย และทักษะพิสัย และที่สำคัญครูเป็นสภาพของมนุษย์มีความรู้สึก
มีชีวิตจิตใจ คุณธรรม ซึ่งหาจากสื่ออื่น ๆ ไม่ได้
          2. แหล่งความรู้ที่เกิดจากผู้เรียน โดยกำหนดให้ผู้เรียนเป็นแหล่งความรู้ ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกคนมีความรู้และ
ประสบการณ์” และความรู้ในประสบการณ์ระหว่างผู้เรียนเอง เป็นความรู้ที่มีความเรียบง่าย เข้าใจง่าย และเป็นช่วงของ
วัยวุฒิที่เหมาะสมตรงตามสภาพที่เป็นจริง และวิธีการหาความรู้เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เรียนเอง ซึ่งจะทำให้องค์ประกอบ
ของการเรียนรู้ เช่น ระดับความรู้ ภาษาการสื่อสาร บรรยากาศเป็นไปตามธรรมชาติของการเรียนรู้จริง ซึ่งโดยหลักของ
การเรียนรู้แล้วถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ได้จรากการกระทำด้วยตนเอง อันจะเป็นผลถึงความเข้าใจ ความคล่องแคล่ว
และความรู้สึกที่เป็นพฤติกรรมที่ถาวร และเป็นการปลูกฝังให้สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเองตลอดเวลา
          3. แหล่งความรู้ที่เกิดจากสื่อเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ การใช้สื่อการสอน เป็นตัวกลางการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้เรียน
โดยทั่วไปจะเป็นสื่อสำเร็จทั้งที่เป็นสื่อระบบและสื่อไม่เป็นระบบ การใช้สื่อเป็นศูนย์กลางเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
เลือกเรียนรู้ได้ตลอดเวลา โดยมีการจัดระบบของการเรียนรู้ไว้ให้ เช่น การอ่านจากตำรา การใช้ห้องสมุด การเรียนด้วยบทเรียน
โปรแกรม สไลด์ วีดิทัศน์ ซีดี-รอม ความรู้จากสื่อประเภทนี้ แม้จะเป็นแบบเนื้อหาตายตัว แต่ก็สามารถใช้เรียนรู้และทบทวนได้
ตามความต้องการ และการใช้สื่อเป็นศูนย์กลางนี้หากได้มีการออกแบบให้เป็นสื่อประสม (Multi Media) ก็จะส่งเสริม
ให้ได้ใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ได้หลายอย่างอีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะยอมรับในความสำคัญของแหล่งความรู้ที่เกิดจากสื่อ
เป็นศูนย์กลางได้ก็จริง แต่ก็มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า “สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่อาจพัฒนาขึ้นสอนแทนคนได้ แต่ต้องให้มีการสอนกัน
อย่างมีชีวิตชีวา” (ฟิลลิป แจกสัน, 1968)
          4. แหล่งความรู้ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การนำเอาสภาพแวดล้อมมาเป็นแหล่งความรู้ อันได้แก่ อาคารสถานที่
สวนป่า สวนสาธารณะ ชุมชน องค์ประกอบชุมชน การนำสิ่งแวดล้อมมาเป็นสื่อการสอนประเภทหนึ่งโดยยึดหลักการที่ว่า
“ความรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง” ถ้าได้มีการพิจารณากันอย่างถ่องแท้ก็จะเข้าใจว่า ธรรมชาติเป็นแหล่งความรู้ที่แท้จริง
มีความเป็นจริงในเชิงธรรมะที่เป็นธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ ต้นไม้ให้ความรู้ โครงสร้างของต้นไม้ กิ่ง ใบ ดอก ลำต้น การเจริญเติบโตและแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพื้นดินให้ชุ่มชื่นสร้างความร่มรื่นแก่บริเวณใกล้เคียง ข้อความที่ขีดเส้นใต้
เมื่อขยายความคิดต่อไปอีกก็คือ ความร่มรื่นนั้นลดอุณหภูมิ อันจะเป็นผลต่อไปถึงการลดใช้พลังงานไฟฟ้าที่จะต้องนำไปใช้
กับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น พัดลมและเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น บ้านเรือน ชุมชน ที่สาธารณะใช้พลังงานกันทั้งสิ้น
ฉะนั้นถ้าจะต้องศึกษาในเรื่องของพลังงานสามารถออกไปศึกษาสำรวจเก็บข้อมูลต่างๆ ได้หลากหลาย
และเป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) และเป็นสื่อที่ครู นักเรียน ไม่ต้องไปผลิตขึ้นมาเพียงแต่ต้องวางแผนจัดกิจกรรม
ทัศนศึกษาดูงาน อันเป็นกลุ่มวิธีการของสื่อการสอนอย่างหนึ่งก็สามารถก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
             สื่อประเภทต่างๆ ที่ยกมากล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้นนี้ หากจะได้ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว เชื่อได้ว่าในการเรียนการสอนจริงสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนในเชิงเทคโนโลยีการศึกษาได้และเมื่อถึงวันนั้น
เราคงไม่ขาดแคลนสื่อการสอนอย่างแน่นอน

หลักการเลือกสื่อการสอน

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการเรียนการสอนมีกระบวนการที่เป็นระบบ สื่อการสอนก็จำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วจะพบว่ามีการเลือกสื่อการสอนโดยระบุชื่อสื่อการสอนโดยตรงชื่อใดชื่อหนึ่งที่ต้องการ ซึ่งอาจไม่ถูกต้องนัก
สื่อที่ระบุชื่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ต้องพิจารณาเป็นระบบตั้งแต่เนื้อหาวัตถุประสงค์กิจกรรมการเรียนและคุณสมบัติของผู้เรียนด้วย
ทั้งนี้เพราะสื่อแต่ละอย่างมีศักยภาพในตัวของมันเองแตกต่างกัน สนองพฤติกรรมจากวัตถุประสงค์ได้แตกต่างกัน
เหมาะสมในเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้การเลือกสื่อการสอนจึงต้องพิจารณาความสอดคล้องเหมาะสม
จากแผนการสอน ตัวอย่างเช่น ต้องการสอนเรื่องการใช้อุปกรณ์รีดผ้าอย่างประหยัด ในหัวเรื่องย่อย ประเภทอุปกรณ์รีดผ้า
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของเรื่องก็คือ ผู้เรียนสามารถบอกชื่อและอธิบายอุปกรณ์รีดผ้าได้ถูกต้อง กิจกรรมการเรียนคือ
ให้ฟังการอธิบายประกอบภาพอุปกรณ์การรีดผ้า ถ้าปรับข้อความข้างต้นให้เข้ากรอบของแผนการสอนอย่างย่อ เพื่อจะนำสู่
การเลือกผลิตสื่อการสอน จะเป็นดังนี้

ตัวอย่างแผนการสอน
เรื่อง การใช้อุปกรณ์รีดผ้าอย่างประหยัด
หัวเรื่องย่อย
          1. ความหมายและความสำคัญของอุปกรณ์
          2.* ประเภทของอุปกรณ์การรีดผ้า (ขอยกข้อ 2 เป็นตัวอย่าง)
          3. การเตรียมอุปกรณ์ในการรีดผ้า
          4. วิธีการใช้อุปกรณ์การรีดผ้า
แนวคิด
          1.
          2.* อุปกรณ์รีดผ้ามี 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทใช้ไฟ ประเภทใช้ไฟฟ้า ประเภทแรงกด
          3.
          4.

วัตถุประสงค์
          1.
          2.* ผู้เรียนสามารถบอกชื่อและอธิบายลักษณะของอุปกรณ์รีดผ้าได้ถูกต้อง
          3.
          4.
กิจกรรมการเรียน
          1.
          2.* ฟังการอธิบายประกอบภาพอุปกรณ์รีดผ้าแบบต่าง ๆ
          3.
          4.
สื่อการสอน
          1.
          2.* ภาพถ่ายเตารีดไฟฟ้า เตารีดถ่าน เครื่องอัดแรง
          3.
          4.
การประเมินผล
          1.
          2.* แบบฝึกหัดจงบอกชื่อและเขียนอธิบายลักษณะของอุปกรณ์รีดผ้ามาให้ครบถ้วน
          3.
          4.
          จากตัวอย่างแผนการสอนอย่างย่อ แสดงให้เห็นขั้นตอนต่างๆ ที่นำไปสู่การเลือกสื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์
กับองค์ประกอบของแผนการสอนในครั้งหนึ่งๆ ซึ่งโดยปกติแล้วการเลือกใช้สื่อการสอนจะเน้นเพื่อการเรียนการสอนแต่ละครั้ง
ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถเลือกใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ส่วนที่กล่าวมานี้เป็นขั้นตอนของการเลือกสื่อการสอนในเชิงเนื้อหา ขั้นต่อไปก็จะเป็นการออกแบบโครงสร้างของสื่อการสอน จากตัวอย่างข้างบนนี้พิจารณาที่ประเด็นสื่อภาพอุปกรณ์การรีดผ้าโดยมุ่งไปที่พฤติกรรมในวัตถุประสงค์ ซึ่งต้องการให้นักเรียน
สามารถบอกชื่อ และลักษณะสำคัญของอุปกรณ์รีดผ้าได้อย่างถูกต้อง ฉะนั้นสื่อก็จะต้องออกแบบเป็นอุปกรณ์รีดผ้าแบบต่างๆ 3 แบบ
ซึ่งจะเป็นของจริง ของจำลอง รูปภาพก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ในการจัดหา พร้อมแสดงคำอธิบายประกอบในแต่ละแบบ
โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
          1. รายละเอียดของอุปกรณ์รีดผ้าแต่ละอย่างจะมีมากน้อยเพียงใด
          2. เวลาในการเสนอสำหรับกิจกรรมนี้มากน้อยเพียงใด
          3. จำนวนผู้เรียนมากน้อยเพียงใด
          4. ความยาก-ง่ายของเนื้อหาที่บรรจุลงไปเหมาะสมกับระดับผู้เรียนอย่างไร
          5. ความสะดวกในการใช้ขณะสอนซับซ้อนหรือไม่
          6. จะมีความสวยงามในเชิงศิลปะอย่างไร
          โดยสรุปจะเป็นขั้นตอนในการผลิตสื่อด้านโครงสร้างสื่อการสอนดังที่ปรากฏในแผนภูมิข้างต้น การผลิตสื่อการสอน
จะแบ่งแนวคิดที่ถือว่าเป็นหลักการสำคัญของการผลิตสื่อไว้ 3 ประการ ได้แก่


การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์

          คำว่าสร้างสรรค์เป็นคำที่ได้ยินกันคุ้นหูจนน่าจะเชื่อได้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังต่างเข้าใจความหมายของคำนี้เป็นอย่างดีแล้วว่า
สร้างสรรค์มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ว่า ”สร้างให้มีให้เป็นขึ้นหรือเนรมิต”
แต่ในทางเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึงสิ่งที่มีการทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือการพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ซึ่งถ้าหากจะยึดเอาคำว่าพัฒนาเป็นหลักก็ไม่น่าจะผิดตรงไหน แต่คงต้องเปิดโอกาสให้อีกหลายๆ คน
พยายามหาความแตกต่างมาอภิปราย อธิบายความหมายของคำเหล่านี้ได้อีก ซึ่งสิ่งเหลานี้ก็เป็นเรื่องของความสร้างสรรค์
อีกประการหนึ่งเช่นกัน การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของคนไทยทุกคน คงเป็นเพราะเรารังเกียจคำว่า ขี้เกียจ
หรือ เฉยๆ เพราะคำว่านี้ทำให้คนๆ นั้นไม่มีคุณค่า กลายเป็นพรหมลูกฟัก หรือมนุษย์พืช ที่มีชีวิตที่รอวันจะเน่าเปื่อยไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากเห็นการสร้างสรรค์เกิดขึ้นตลอดเวลา และในความรู้สึกของคนทั่วไปก็รู้ว่าถ้าหากมนุษย์สร้างสรรค์อะไรได้
ก็จะเกิดผลผลิตจากการสร้างสรรค์เพิ่มพูนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัสดุสิ่งของหรือแนวคิดในเชิงวิชาการก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้คนทั้งหลายได้อย่างไม่รู้จบ ในเรื่องการเรียนการสอนเพื่อถ่ายทอดเนื้อหาใด ๆ ให้แก่ผู้เรียน จำเป็นต้องบรรจุเนื้อหาทั้งหลายเข้าไปในตัวสื่อการสอนก่อนแล้วจึงส่งต่อไปสู่ผู้เรียน ดังนั้นเทคนิคการเลือกสื่อ การผลิต การใช้สื่อ หากได้เพิ่มการสร้างสรรค์เข้าไปด้วยก็จะเกิดผลลัพท์ในเชิงนวัตกรรมขึ้นด้วย ซึ่งนวัตกรรมก็เป็นอีกคำหนึ่งที่พูดถึง
กันอย่างกว้างขวางในหมู่นักการศึกษาทั้งหลาย การสร้างสรรค์สื่อการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสื่อเดิม
(วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ) ไปสู่สื่อใหม่ก็เป็นการสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง ที่เป็นสิ่งน่าจะต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นแก่ครูผู้สอนทุกคน
เพื่อให้สามารถนำเอาประสบการณ์เหล่านี้ไปสร้างสรรค์สื่อที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดเนื้อหาของครูไปสู่นักเรียน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
          สำหรับแนวคิดที่ควรพิจารณาในเรื่องสื่อที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากว่าสื่อเป็นเพียงตัวรับส่งข้อมูลเนื้อหาไปสู่ผู้เรียน
บางทีอาจทำให้เห็นสื่อในมุมมองที่แคบไป อันที่จริงแล้วสื่อแต่ละชิ้นเมื่อผลิตหรือสร้างสรรค์ขึ้นมาจากวัสดุอุปกรณ์ธรรมดา
จนเป็นสื่อการสอนสื่อชิ้นนั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งความรู้ (RESOURCE) ที่ผู้เรียนสนใจสามารถนำไปใช้ศึกษาหาความรู้ได้ ส่วนจะได้ข้อมูลรายละเอียดของเนื้อหามากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอสื่อนั้น ๆ เช่น การผลิตแผ่นโปร่งใส
เพื่อใช้เป็นสื่อในการสอนบรรยาย สื่อประเภทนี้จะวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสรุปเป็นประเด็นย่อย แล้วออกแบบบรรจุลงบนแผ่นโปร่งใส
ซึ่งโดยธรรมชาติของสื่อก็จะขาดรายละเอียดของเนื้อหาไป เพราะสื่อประเภทนี้ เนื้อหารายละเอียดจะอยู่ที่ตัวครูผู้สอน
หรือผู้บรรยายเพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระจะเกิดจากครูผู้สอน (การมีเนื้อหารายละเอียดเสียอีกที่เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก) ด้วยเหตุผลนี้จึงได้เน้นความสำคัญของสื่อมากกว่าการที่จะเป็นเพียงสะพานเชื่อมระหว่างครูกับนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องถือว่า
สื่อการสอนเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งสามารถแบ่งแหล่งความรู้ดังกล่าวออกไปตามสภาพของสื่อตามที่ได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้ว
ข้างต้นได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
          1. แหล่งความรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นสำคัญ
          2. แหล่งความรู้ที่มีนักเรียนเป็นสำคัญ
          3. แหล่งความรู้ที่มีสื่อเป็นสำคัญ
          4. แหล่งความรู้ที่มีสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
          การยอมรับความสำคัญของสื่อการสอนเช่นนี้จะทำให้การนำสื่อไปสร้างสรรค์ได้อย่างกว้างขวาง
และลบความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อการสอนที่มักคิดว่าสื่อเป็นเพียงของชิ้นหนึ่งที่ครูใช้สอนเท่านั้น จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า
เกิดความขาดแคลนสื่อการสอน เพราะแท้จริงแล้วสื่อการสอนมีอยู่รอบ ๆ ตัวเรานี้เอง กระดาษ 1 แผ่น ใบไม้ 1 ใบ
หรือหนังสือพิมพ์สัก 1 ฉบับ สามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นสื่อการสอนได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด

การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์

          การสร้างสรรค์เป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมพฤติกรรมต่าง ๆ ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์
ฉะนั้นจึงสามารถนำคำว่าสร้างสรรค์ไปเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง การสร้างสรรค์อาจเกิดขึ้นจาก
แนวทางของนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งเป็นการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในแนวทางของเทคโนโลยีการศึกษา
การสร้างสรรค์จำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
          1. การสร้างสรรค์ในการผลิตหรือพัฒนาสื่อ
          2. การสร้างสรรค์ระบบหรือการพัฒนาเทคนิควิธี
1. การสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อหรือพัฒนาสื่อ
ได้แก่ การสร้างสื่อขึ้นแล้วพัฒนาตัวสื่อนั้นให้มีความแตกต่างแปลกไปจากเดิมในหลักการที่ดีกว่าเดิม สามารถนำเสนอข้อมูล
ได้มากขึ้น เช่น การสร้างแผนภูมิ (chart) โดยทั่วไปจะเป็นเพียงภาพนิ่งธรรมดา แต่ได้ออกแบบใหม่ให้ส่วนประกอบของภาพ
มีการเคลื่อนไหวได้โดยการใช้เอ็นในล่อนดึง เป็นต้น ซึ่งแผนภูมิดังกล่าวก็ยังคงสภาพเป็นสื่อเช่นเดิม
2. การสร้างสรรค์ระบบหรือการพัฒนาเทคนิควิธี
ได้แก่ การเลือกใช้สื่อที่อาจผลิตไว้แล้วตามกรณีที่ 1 หรือผลิตขึ้นใหม่โดยเน้นที่การวางแผนให้สามารถนำสื่อที่ผลิตขึ้นนั้นไปใช้
ให้เกิดผลต่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง ซึ่งในลักษณะนี้จัดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถนำไปแก้ปัญหาการขาดแคลน
สื่อการสอนที่ประสบกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะแท้จริงแล้วสื่อไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง แต่ขาดความรู้ในการสร้างสรรค์เทคนิควิธี
ในการผลิตและใช้สื่อการสอน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
การใช้ภาพสิ่งพิมพ์ (เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียน)
          กิจกรรมที่ 1 ผู้เรียนเลือกภาพสิ่งพิมพ์ที่เตรียมมาคนละ 1 ภาพ โดยเน้นต้องเป็นภาพที่ตนเองคิดว่าเป็นภาพที่ดีที่สุด
แล้วตั้งชื่อภาพตามต้องการ
          กิจกรรมที่ 2 ผู้เรียนเขียนคำอธิบายประกอบภาพไว้หลังภาพนั้นให้ตรงตามความหมายของภาพมากที่สุด
เนื้อหาประมาณ 3-5 บรรทัด
          กิจกรรมที่ 3 ผู้เรียนจับกลุ่ม 2-3 คน นำภาพทั้งหมดรวมกันแล้วตั้งชื่อเรื่องเสียใหม่
(ตามที่ผู้สอนกำหนดไว้ในแผนการสอน) ให้ชื่อเรื่องเกี่ยวกับการลดพลังงาน แล้วช่วยกันเขียนคำอธิบายประกอบภาพตามหัวเรื่อง
ที่เลือกไว้ ภาพละประมาณ 5 บรรทัด (ต่างจากกิจกรรมที่ 2)
           กิจกรรมที่ 4 ผู้เรียนรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน แล้วนำภาพทั้งหมดของกลุ่มมาจัดบนป้ายนิเทศหน้าห้องเรียน
ให้มีการออกแบบให้สวยงาม
จะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็มีถึง 4 กิจกรรม ในแต่ละกิจกรรมผู้สอนสามารถวางแผนการสอนให้เป็นอย่างไรก็ย่อมได
้ ลองพิจารณาจากกิจกรรมดังนี้
           กิจกรรมที่ 1 เน้นศิลปศึกษา การคัดเลือกภาพที่มีความสวยงามตามหลักการทางศิลปะ แต่ละคนมีความแตกต่าง
กิจกรรมที่ 2 เน้นการเขียนภาษาไทย การเขียนอธิบายภาพ กิจกรรมที่ 3 เน้นการบูรณาการเนื้อหาโดยยึดภาพที่แตกต่างหลากหลาย
มาสังเคราะห์ให้เข้ากันเป็นไปตามเรื่องที่กำหนด (เรื่องการลดพลังงาน เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม)
ระดับการศึกษาใดก็ได้ กิจกรรมที่ 4 เป็นการทำงานร่วมกันและการออกแบบเสนอผลงาน ผู้สอนอาจเพิ่มขั้นตอนกิจกรรมต่อไปถึงขั้นการประเมินผลงานการจัดกระดานป้ายนิเทศ
          จากตัวอย่างที่นำเสนอมาแต่ต้นจะเห็นได้ว่าการสร้างสรรค์ด้านเทคนิควิธีการนั้น สามารถสร้างกิจกรรมต่าง ๆ
ได้หลายกิจกรรมและครอบคลุมเนื้อหาวิชาได้กว้างขวาง ประเด็นสำคัญเพียงแต่ว่าผู้สอนจะต้องวางแผนกำหนดเป้าหมาย
ในสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นให้ชัดเจน การสร้างสรรค์ในด้านเทคนิควิโการนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมอย่างมาก
เพราะกิจกรรมที่กำหนดเป็นสิ่งที่นำไปสู่การปฏิบัติของผู้เรียนทั้งสิ้น อาจกล่าวตามนัยที่ปรากฏขึ้นนี้ได้ว่า การใช้สื่อการสอนอย่างสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการปฏิรูปการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง
แม้ว่าผู้สอนมากคนอาจจะรู้สึกว่าสื่อจะทำให้ครูผู้สอนลดบทบาทลงไป แต่ผู้เรียนจะเป็นผู้มีบทบาทสูงขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสัคญของชาติที่ได้ระบุไว้ในหมวดที่ว่าด้วยการศึกษาของรัฐธรรมนูณแห่งประเทศไทยฉบับปัจจุบันนี้
          มนุษย์เรานั้นใช้ประโยชน์ของดวงตาสำหรับการมองเห็น และการรับรู้อย่างมากหลาย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า
เป็นการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพถึง 75 % จากการรับรู้ด้วยช่องทางอื่น ๆ ทั้งหมด สิ่งที่มองเห็น (Visual)
นั้นอาจจะจำแนกได้ 2 ประเภท คือ 1) การมองเห็นประเภท สามมิติ และ 2) การมองเห็นประเภทสองมิติ
ซึ่งเรามักจะรวมเรียกสิ่งที่มองเห็นว่าภาพ (Picture) นอกจากนั้นภาพยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
คือ ภาพชนิดที่เคลื่อนไหว (Motion picture) และภาพชนิดที่เป็นภาพนิ่ง (Still Picture) โดยที่ภาพเป็นสื่อในการรับรู้
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่า “ภาพเพียงภาพเดียวสามารถบอกความหมายได้มากกว่าอักษรพันคำ” ในการเรียนการสอนและการสื่อความหมายจึงนิยมนำเอาภาพมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้มาแต่ครั้งโบราณจนปัจจุบัน

.....................................................................................................................

 

กลับ

   
                 
 

1

การเลือกภาพเป็นสื่อการสอน

พฤศจิกายน 2543

 

โดย อ.วิวัฒน์ชัย สุขทัพภ์
รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ



ความหมายของภาพ

          ภาพคืออะไร คงจะตอบได้ยาก แต่โดยสรุปแล้วเราอาจจะเลือกกำหนดความหมายของภาพโดยพิจารณาช่องทางรับรู้ของภาพ
คือ การมองเห็นทางตา ฉะนั้นภาพก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสาทตารับรู้ได้ ภาพเป็นตัวแทนของธรรมชาติทุกสิ่งยกเว้นแต่
ความหมายทางด้านความรู้สึก อันได้แก่ ภาพที่เกิดจากการสร้างจินตนาการ เช่น การฟังแล้วสร้างภาพขึ้นตามข้อมูลที่ได้ยิน
(แ้ม้จะยังไม่ได้ลุกขึ้นจากที่นอนเลย) เราก็จะพบข่าวสารหรือสื่อสารต่าง ๆ อยู่รอบตัวไปหมด แม้ว่าเราเองจะยังไม่ต้องการสื่อสารกับผู้ใดเลย

ความสำคัญของภาพ

          การออกแบบสื่อภาพเพื่อการสอนให้ได้ดี นอกจากจะเข้าใจองค์ประกอบการออกแบบแล้ว กระบวนการออกแบบสื่อภาพแล้ว
ผู้ออกแบบจะต้องให้ความสำคัญต่อตัวสื่อภาพด้วย เพราะการให้ความสำคัญเฉพาะวิธีและกระบวนการซึ่งจะเป็นเรื่องทั่วๆไป
ของการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็จะทำให้ขาดในรายละเอียดเฉพาะหรือขาดลักษณะเด่นของสื่อนั้น ๆ ไป ซึ่งบางครั้งผู้ออกแบบ
ควรตั้งคำถาม ณ จุดนี้ก่อนว่า ท่านเข้าใจในประเด็นเหล่านี้อย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง นั่นก็คือ 1) ความสำคัญของภาพที่ใช้เป็นสื่อการสอน
2) ประสิทธิภาพของสื่อภาพที่ส่งผลต่อการรับรู้ 3) การสร้างจุดสนใจในตัวสื่อภาพ
          1. ความสำคัญของภาพที่ใช้เป็นสื่อการสอน ความสำคัญของสื่อภาพอยู่ที่ชั้นวางแผน กล่าวคือ จะต้องรู้ว่าสื่อนั้นเป็นผลจากการได้ใช้สื่อภาพที่มีการวางการใช้มาแล้วว่ามีผลกระทบต่อการรับรู้ได้มากน้อยเพียงใดทั้งปริมาณและคุณภาพ
ประสิทธิภาพจะหาได้จากการประเมินผล การสร้างจุดสนใจให้เกิดแก่สื่อภาพเพื่อจูงให้ผู้รับรู้เกิดความสนใจที่จะรับสื่อนั้น
ซึ่งนับได้ว่าเป็นหัวใจของการสื่อสารทีเดียวผู้ออกแบบจะต้องมีเทคนิคในการจูงใจ ซึ่งจะอยู่ในขั้นของการเตรียมการผลิต
ผู้ออกแบบสื่อทุกคนจะเป็นปัญหาในส่วนของขั้นผลิตนี้มาก ฉะนั้นกระบวนการออกแบบสื่อภาพเพื่อการสอนจึงจะต้อง เตรียมการ
ให้รัดกุมที่สุด
          ลองพิจารณาดูเถิดว่ารูปหรือภาพที่ปรากฎและให้ข้อมูลแก่ท่านได้มีอะไรบ้าง นับไม่ถ้วน มีอยู่รอบตัวเราเลยทีเดียว ฉะนั้นรูปร่าง
รูปทรง หรือภาพก็ดี ย่อมมีความสำคัญต่อการสื่อสารกับมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง
          จากข้อความข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ภาพนั้นมีอยู่รอบตัวเราจริงๆ และมนุษย์ (ตาดี) สามารถสื่อสารกับภาพนั้นได้ ภาพบางภาพสร้างความเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีคำบอกหรือตัวอักษรกำกับเลย ไม่ว่าจะเป็นภาพแบบ 2 มิติหรือ 3 มิติก็ตาม ฉะนั้นมนุษย์ควรจะได้คนใช้ประโยชน์เหล่านี้ให้คุ้มค่าสมกับธรรมชาติได้มอบสิ่งเหล่านั้นมาให้ โดยที่แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
          2. ประสิทธิภาพของสื่อด้วยภาพที่ส่งผลต่อการรับรู้ ถ้าจะพูดถึงความสำคัญของภาพแล้ว คำพังเพยของไทยระบุไว้ชัดเจนเลยก็คือ
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” นั่นก็คือ ถ้าสื่อกันด้วยภาพจะเป็นความหมายของรูปภาพ (Picture) หรือภาพในความหมายของภาพที่ปรากฏ
ไม่ว่าจะเป็น 2-3 มิติก็ตาม ดูแล้วจะเข้าใจในสิ่งนั้นได้ดี ดีกว่าคำอธิบายทั้งหลายทั้งปวง การใช้ภาพจะช่วยประหยัดเวลาในการรับรู้
(preception) ได้อย่างมาก
          การมองของคนก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ออกแบบสื่อต้องเข้าใจด้วย ซึ่งตามความปรารถนาของผู้สอนที่ส่งสารไปยังนักเรียนผู้รับนั้นเข้าใจว่าทุกคนก็ต้องคิดเช่นเดียวกับความคิดที่กล่าวไว้ข้างต้นแน่นอน
เพราะสังเกตได้ว่าทุกคนต่างก็คิดหาวิธีการจะใช้เทคนิคการนำเสนอต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลต่อการสอนของตน บางคนก็ใช้วิธีอธิบายหรือ
ตั้งคำถามต่อเนื่องจนนำไปสู่จุดมุ่งหมายได้ บางคนก็จะวาดภาพให้ดูและแม้สุดท้ายก็ไปเอาของจริงๆ มาให้ดูไปเลยโดยตรง
ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายก็คือ การทำให้เกิดรูปธรรมระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนที่ถูกต้องตรงกัน มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ
รูปธรรม คำถามว่าทำไมต้องเป็นรูปธรรม คำตอบก็คือ รูปธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมองเห็นและรับรู้ได้ เปรียบเทียบกันได้ แต่รูปธรรมก็มีระดับที่ผู้สอนพยายามอธิบายลักษณะของเนื้อหาอะไรสักอย่างหนึ่งให้เข้าใจก็เป็นการสร้างรูปธรรมให้เกิดแก่ผู้เรียน
เหมือนกัน เพียงแต่ว่าคงไม่มีใครแน่ใจว่า ลักษณะที่อธิบายต่าง ๆ เมื่อจบแล้ว ถามผู้ฟังว่ารูหรือไม่ มักได้คำตอบว่ารู้แล้วนั้น
แสดงว่าผู้ฟังเกิดรูปธรรมขึ้นมาแล้วในความรู้สึกนึกคิด แต่ผู้สอนยังไม่รู้อยู่ดีว่าผู้เรียนเข้าใจถูกต้องหรือไม่ การวาดภาพประกอบให้ดู
เป็นการสร้างรูปธรรมในระดับที่ดีขึ้น เพราะแม้จะไม่ได้ของจริงอันเป็นการสร้างรูปธรรมครั้งสุดท้าย แต่ก็จะได้รูปทรงที่ถูกต้องขึ้น
(ซึ่งในบางเนื้อหาสาระเพียงภาพวาด ภาพถ่ายแบบ 2 มิติก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แล้ว)
          3. การสร้างจุดสนใจด้วยสื่อภาพ ดังได้กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้นแล้ว่า เมื่อมีเนื้อหาก็ควรจะมีภาพประกอบ
แต่ภาพที่ได้มาตามเนื้อหานั้นมิใช่สักแต่ว่าเป็นภาพเท่านั้น แจะต้องให้มีความงามด้วย ซึ่งภาวะได้ภาพที่สวยงามนั้นค่อนข้างจะยาก
เพราะว่า “ความงาม” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และเทคนิคการถ่ายทำก็ต้องอาศัยประสบการร์และเครื่องมือหรืออุปกรณ์อีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงความงามแล้วเมื่อเป็นผลงานสำเร็จเรามักจะเลือกได้ว่า ภาพใดมีความงามเพียงใด
การเลือกภาพโดยยึดหลักขององค์ประกอบศิลปะ (เพื่อให้เกิดความงาม) โดยมีหลักการอย่างสรุปได้แก่ ความสมดุลของภาพ (balance)
การจัดลำดับความสำคัญของภาพ (sequences) ความแตกต่าง (conctrast) การเน้น (emphasis) และการมีเอกภาพ (unity)
          หลักการทางศิลปะ ที่กล่าวถึง 5 ประการนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยที่จะช่วยให้ได้องค์ประกอบของภาพที่เลือกไปใช้ได้ดี
นอกเหนือไปจากหาความถูกต้องตามเนื้อหา ความชัดเจนและขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นได้ สิ่งเหล่านี้ผู้มีประสบการณ์อยู่แล้ว
ย่อมไม่มีปัญหาแต่ประการใด สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็มิได้หมายความว่าจะไม่อาจทำได้ แต่เพียงต้องสร้างสมประสบการณ์ให้มาก
ตามสมควร แล้วความสามารถในส่วนนี้จะเกิดขึ้นมาเอง

ประเภทของภาพเพื่อการออกแบบสื่อภาพ

          การแยกประเภทของภาพทำได้หลายวิธี เช่น แบ่งตามประเภทของสี เช่น ภาพสีธรรมชาติ ภาพขาว-ดำ หรือภาพคน สัตว์
สิ่งของและสถานที่ แต่ในที่นี้จะจัดประเภทตามลักษณะของการเกิดภาพนั้นว่าเกิดมาได้อย่างไร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
(1) ภาพธรรมชาติ (2) ภาพที่เป็นนามธรรม (3) ภาพการ์ตูน ในแง่ของการออกแบบสื่อภาพเพื่อการเรียนการสอน
ภาพดังกล่าวนี้มีบทบาทมากเพราะเป็นตัวนำส่งความรู้ไปสู่ผู้ฟังหรือนักเรียน ในเวลาเดียวกันบางภาพก็เป็นตัวเนื้อหาสำหรับนักรียน
ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน
          1. ภาพธรรมชาติ เป็นภาพที่จำลองสภาพการณ์ความเป็นจริงตามธรรมชาติปรากฏเป็นภาพ แต่ถ้าเป็นสถานที่หรือของจริง
เช่นกรณีที่เป็นการชมเตาเผาเครื่องสังคโลกของนักทัศนาจร เป็นต้น ข้อดีของธรรมชาติก็คือ ได้สัมผัสกับความเป็นจริงในสิ่งนั้น ๆ
โดยตรงหรือใกล้เคียง แต่ภาพธรรมชาตินั้นก็มีจุดด้อยตรงที่มักจะมีรายละเอียดมาก
          จากการค้นคว้าของ Francis M. Dwyer เกี่ยวกับสื่อภาพที่มีระดับของปริมาณความเป็นธรรมชาติน้อย ปานกลาง
และมากในภาพ แล้ววัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านเจตคติ พบว่าความเป็นจริงตามธรรมชาติที่มีในปริมาณปานกลาง โดยมีการออกแบบใหม่
ตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกเสียบ้าง และไม่เป็นนามธรรมมากนัก ได้รับความน่าสนใจมากกว่า
          จากข้อสรุปของ Dwyer แสดงให้เห็นว่า ภาพที่มีความเป็นธรรมชาติเต็มรูปแบบ เช่น การใช้ถ่ายหรือแม้ของจริง
บางทีก็ไม่อาจก่อให้เกิดการเรียนรู้สูงสุด เพราะสิ่งที่เป็นธรรมชาติจะเต็มไปด้วยรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย และก็เป็นไปได้ว่าบางสิ่ง
หรือหลายสิ่งทีเดียวที่ไม่มีความจำเป็นต้องนำเสนอก็ได้ จริงอยู่การเสนอรายละเอียดให้สมบูรณ์ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมผู้เรียน
ได้เลือกสรรค์ดูได้ตามปรารถนา แต่แท้ที่จริงส่วนประกอบย่อย ๆ เหล่านั้นเองที่ทำให้ความสนใจในการรับรู้สับสน และแม้บางครั้ง
ก็ทำให้จับประเด็นผิดพลาด ไปรับรู้ในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการ เป็นต้น ฉะนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งที่สื่อมีรายละเอียดดัดแปลง
จากความเป็นธรรมชาติจึงได้รับความสนใจมากกว่า
          2. ภาพการ์ตูน เป็นภาพที่ดัดแปลงมาจากภาพปกติหรือภาพธรรมชาติ แต่มีพื้นฐานเหมือนภาพทั่วไป
เพราะแม้จะดัดแปลงไปให้เป็นการ์ตูนอย่างไร ผู้ชมก็จะยังคงภาพนั้นที่เป็นธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง ดังจะเห็นได้จาก
ภาพการ์ตูนล้อการเมือง เป็นต้น
          อันที่จริงแล้วภาพการ์ตูนมีการนำไปใช้ในทางการเมืองและทางจิตรกรรม เหตุผลที่นำการ์ตูนมาใช้ในการสื่อสาร
ก็มีหลายเหตุผล เช่น
          o เพื่อสร้างรูปแบบภาพแปลกใหม่
          o เป็นภาพที่แสดงอารมณ์ได้ชัดเจน
          o ผลิตได้ง่ายไม่ซับซ้อน
          o ผู้รับสามารถรับได้ทุกวัยและเพศ
          3. ภาพนามธรรม (Abstraction) เป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผู้ชมจะเข้าใจได้ยากกว่าภาพชนิดอื่น ๆ
ที่เสนอเนื้อหาตรงไปตรงมา ภาพนามธรรมมักจะใช้เพื่อการตกแต่งเสียมากกว่าจะเสนอเนื้อหา ในการผลิตสื่อมักจะเป็นการนำมา
ประดับหัวเรื่องหรือประกอบกับภาพงานอื่นๆ เช่น สิ่งพิมพ์ สไลด์ เป็นต้น

การเลือกภาพเพื่อการออกแบบสื่อภาพ

          ภาพนับว่าเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยให้การสื่อความหมายมีประสิทธิภาพ มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระได้แม่นตรงมากยิ่งขึ้น
และเมื่อเปรียบเทียบกับคำพูดทั่วๆ ไป การใช้ภาพช่วยให้เกิดมโนทัศน์ได้ดีกว่าคำพูด หรือคำอธิบายด้วยตัวอักษรเพราะคำพูด
หรือตัวอักษรก็ดีมีความเป็นนามธรรมสูง ดังนั้นในการสื่อความหมายจึงได้มีความพยายามที่จะเลือกสรรภาพมาประกอบในการสื่อความ
ครั้งนั้น ๆ ด้วยภาพที่กล่าวถึงนี้จะเป็นได้ทั่วไป เช่น หนังสือต่าง ๆ ภาพถ่าย โปสเตอร์ สไลด์ ฯลฯ
การจะเลือกภาพไปใช้กับสื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปในเชิงความสะดวกในการปฏิบัติแต่ก็มีหลักการรวม
ที่คล้ายคลึงกัน พอสรุปได้ 2 ประการ ดังต่อไปนี้ (1) การเลือกภาพเพื่อประกอบเนื้อหา (2) การเลือกภาพเพื่อสนองวัตถุประสงค์
          1. การเลือกภาพเพื่อประกอบเนื้อหา การเลือกภาพเพื่อจะนำไปใช้ประกอบเนื้อหานั้นในแง่ของการสื่อความหมาย
ดูออกจะเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งที่สืบเนื่องจากปัญหาการสื่อความดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะการสร้างความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้มากมาย แต่การเสนอเนื้อหาหรือสื่อความหมายกันแต่ละครั้งมิได้เป็นเพียงคำหรือประโยค ๆ
แต่จะมีสาระยาวต่อเนื่องกันไป ฉะนั้นถ้าหากจะต้องจัดหาภาพมาประกอบก็จะต้องเลือกภาพมาจำนวนมากเพื่อนำเสนอเปลี่ยนแปลง
ไปตามลักษณะของเนื้อหาตลอดเวลา จึงจะสามารถทำให้ภาพนั้นมีความหมายตรงและสอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่กำลังเสนออยู่
เมื่อพิจารณาจัดนี้คงจะเห็นได้ว่าภาพที่นำมาใช้เพื่อการชี้ความหมายนี้คงจะมิใช่มีเพียงภาพเดียว แล้วใช้ประกอบคำอธิบายทั้งเรื่อง
ที่กล่าวเช่นนี้ก็โดยอ้างอิงถึงธรรมชาติของการมอง คนเราจะมองอะไรก็ตาม จริงอยู่จะมองทั้งหมดตามหลักการของ Gestalt
แต่ก็คงเป็นช่วงระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะเริ่มมองที่ส่วนประกอบย่อยเฉพาะมือ และถ้าอยู่ใกล้พอก็อาจจะมองเพ่งไปที่ต่างหู
ของตัวนางเอกเลยทีเดียว ฉะนั้นถ้าเปรียบสิ่งที่กล่าวข้างต้นเป็นภาพ ก็จะเห็นว่าจะต้องเลือกภาพในลักษณะต่าง ๆ
เป็นนางเอกละครเต็มตัว 1) ภาพใกล้เห็นหน้า 2) นางเอกที่สวยงาม 3) ภาพมือ และภาพสุดท้าย
เป็น 4) ภาพต่างหู ของนางเอกที่ส่งแสงงามระยับ ภาพที่เลือกตามธรรมชาติของการดูก็จะมี 4 ภาพ
และถ้าหากเราต้องการจะอธิบายรูปทรง หน้าตา ท่าทางและเครื่องประดับของตัวนางเอกละคร ภาพทั้ง 4 ภาพนั้นก็คือภาพที่เราจะเลือก
เพื่อใช้ประกอบ
          การเลือกภาพโดยยึดเอาธรรมชาติของผู้ดูนั้น นอกจากจะช่วยให้การสื่อสารมีความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นแล้ว
ยังเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการรับรู้ด้วย เพราะประสาทตาของคนเรานั้นสามารถเลือกดูสิ่งต่าง ๆ ตามต้องการ แต่หากไม่สนใจจะดูแล้ว
แม้่อยู่ข้างหน้าก็อาจไม่ยอมรับรู้ก็ย่อมได้ ดังคำกล่าวที่มักเคยได้ยินว่า “เห็นแต่ไม่รู้” การจะรู้อะไรได้ต้องรับรู้ด้วยความตั้งใจ
และพอใจที่จะรับรู้สิ่งนั้น ๆ
วิธีการเลือกภาพเพื่อประกอบเนื้อหามี 2 ลักษณะ ได้แก่
          1.1 การเลือกภาพประกอบตามเนื้อหาที่เสนอ คือ การเลือกภาพโดยวิเคราะห์จากเนื้อหาโดยตรง เช่น “การทำนาภาคกลาง”
เนื้อหากล่าวถึงการแต่งกายของชาวนาจะมีความแตกต่งไปจากภาคอื่น ๆ เพราะสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมเป็นตัวอิทธิพล การวิเคราะห์เนื้อหา
จะได้สาระเป็นประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การแต่งกาย ความแตกต่าง และสภาพแวดล้อม ถ้าจะเลือกภาพก็จะได้ภาพถึง 3 ภาพ
ตามประเด็นข้างต้น แต่การหาภาพมาประกอบเช่นนี้มีอุปสรรคในทางปฏิบัติอยู่บ้าง อาจจะหาไม่ครบถ้วน จึงมีการสรุปรวมเนื้อหา
และภาพเข้าด้วยกัน เช่น การรวมภาพชาวนาภาคกลางกำลังทำงานอยู่ในทุ่งนาภาพหนึ่ง และภาพการแต่งกายเปรียบเทียบกันแต่ละภาค
เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน
          การเลือกภาพประกอบเนื้อหาจะต้องยึดหลักการที่ว่า “เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่การถ่ายทอด” ซึ่งกำหนดการได้ภาพมา
ด้วยการถ่ายภาพใหม่มักจะได้สาระตามต้องการ แต่ภาพทั่ว ๆ ไป มักจะมีสารถไม่ตรงกับเรื่องที่กำลังเสนอเสียทีเดียว
จึงต้องระมัดระวังในส่วนประกอบของภาพที่จะทำให้ไขว้เขวไปได้ การใช้ภาพรวมจะใช้เพื่อเสนอผลิตผลรวมของเนื้อหา ส่วนภาพย่อยๆ
ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อเสนอในส่วนที่เป็นรายละเอียด
          1.2 การเลือกภาพประกอบเรื่อง ถ้าเราเปิดหนังสือนิตยสารสักเล่มหนึ่ง จะพบว่ามีเรื่องบรรจุอยู่ในเล่มพร้อมภาพต่าง ๆ
ประกอบในเรื่องนั้นมากบ้างน้อยบ้าง แต่ลักษณะของภาพเป็นแบบบันทึกเหตุการณ์ และภาพที่เป็นจุดเด่นของเรื่องนั้น ๆ
มิได้ใช้ภาพเพื่อประกอบคำอธิบายเนื้อหาโดยตรง การนำภาพมาประกอบเรื่องเพียงเพื่อทำให้การเสนอมีคุณค่ายิ่งขึ้น
ฉะนั้นการเลือกภาพจึงเน้นการจูงใจ อาจเป็นภาพรุนแรงเพื่อความดีความงามก็ย่อมได้
          2. การเลือกภาพเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ การเลือกภาพเพื่อใช้นำเสนอ บางคนจะเลือกเอาตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้เพื่ออะไร ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรมักจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายสำคัญกันแทบทุกเรื่อง
ฉะนั้นประเด็นการเลือกภาพเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์จึงจะดูกว้างขวางมาก เพราะดูจะไม่มีขอบเขตที่จำกัด
เนื่องจากภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้และวัตถุประสงค์ เช่น เลือกภาพเพื่อนำไปประกอบสิ่งพิมพ์ ทำสไลด์
หรือเพื่อให้เป็นงานศิลปะ เป็นต้น
          การเลือกภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นหลักการเลือกทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นไปตามเจตนาของผู้เลือกภาพว่าจะไปเกี่ยวข้องในข้อใด
แต่อย่างไรก็ตาม ภาพทุกภาพที่เลือกไปเสนอแก่ผู้ชม น่าจะต้องเป็นภาพที่มีความสวยงาม จัดองค์ประกอบศิลป์ ทั้งนี้เพื่อสร้างจุดสนใจ
แก่ผู้ชมนั่นเอง
          การวางแผนเพื่อจะผลิตสิ่งใดขึ้นมาก็ตาม ที่ทุกคนต่างก็หวังว่าจะต้องเกิดผลตามที่ได้คาดหวังเอาไว้เสมอ การวางแผนผลิตสื่อภาพเพื่อการเรียนการสอนก็คาดหวังสื่อนั้นจะต้องนำไปใช้ได้และบังเกิดผลตามเจตนา นักเรียนเข้าใจได้ง่าย
รวดเร็วและถูกต้อง ผู้สอนก็ใช้ได้อย่างคล่องตัว การจะได้ทราบผลของการใช้สื่อนี้ทำได้หลายวิธี ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การใช้แบบทดสอบเก็บข้อมูลด้วยคะแนนเพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปมากน้อยเพียงใดและใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล
ตามการใช้ของครูผู้สอนและนักเรียนในด้านโครงสร้างของสื่อและการนำไปใช้ การพิจารณาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ก็เพื่อ
การพัฒนาสื่อภาพนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
          กล่าวโดยสรุปแล้ว การสื่อสารถือได้ว่ามีความสำคัญติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด กระบวนการสื่อความหมายไม่ว่าจะใช้ผ่านสื่อหรือช่องทางใดก็จะมีรูปแบบขององค์ประกอบของกระบวนการคล้ายคลึงกัน ในการสื่อสาร
เพื่อการเรียนการสอนจะต้องให้ความสำคัญในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้เพราะเมื่อกล่าวถึงการเรียนการสอนย่อมจะต้องหมายความว่า
เนื้อหาสาระที่ส่งผ่านช่องทางหรือประสาทสัมผัส คือ ครูจะต้องก่อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น เพราะโดยระบบแล้วการเรียนการสอน
จะต้องมีการประเมินผล ฉะนั้นเมื่อมีการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอนก็จะต้องมีการจัดระบบให้สอดคล้องกัน ในเวลาเดียวกันก็ต้องอาศัยศิลปะ
หรือเทคโนโลยีในการสื่อสารด้วย
          ณ จุดนี้เราคงพอสรุปได้แล้วว่า เมื่อกล่าวถึงภาพก็จะรู้ได้ว่ามีคุณประโยชน์ต่อการสื่อสาร
และในเวลาเดียวกันก็เข้าใจถึงจุดอ่อนของสื่อด้วย ทั้ง 2 ประเด็นย่อมชี้ให้เห็นว่า สามารถใช้สื่อให้เกิดคุณประโยชน์ได้
และใช้แล้วเกิดปัญหาก็ได้ โดยมีตัวแปรสำคัญพอจะส่งผลกระทบที่ทรงอิทธิพลต่อการรับรู้ ฉะนั้นถ้าหากสามารถควบคุมตัวแปรนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้ก็จะทำให้การสื่อด้วยภาพและเสียงมีประสิทธิภาพ การรู้จักวางแผนในการใช้ประโยชน์ของสื่อคงจะช่วยให้สามารถควบคุมตัวแปรของสื่อภาพได้รัดกุมขึ้น

บรรณานุกรม
          สมเชาว์ เนตรประเสริฐ. สื่อโสตทัศน์ : หน่วยที่ 7 เอกสารการสอนชุดวิชา เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539.
          Brown, James W. and Others. AV Instruction : Media and methods,
McGraw-Hill, NY., 1973.
          James, R. Jeffries, Jefferson D. Bater the Executives guide to mettings, conferences and AV. Presentation,
McGraw-Hill, 1983.

.....................................................................................................................

กลับ

 
                 
 

1

การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อการผลิตสื่อการสอน

 

พฤศจิกายน 2543
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง



          สื่อการสอนเป็นตัวกลางระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนแต่ละคนจะมีแนวคิดเป็นของตนเองว่าควรจะนำเสนอเนื้อหาอะไร
ลงในสื่อการสอน แต่ปัญหาที่ผู้เรียนมักประสบอยู่เสนอก็คือ การที่ต้องศึกษาจากสื่อใด ๆ ก็ตามที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ
จนไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรคือสาระสำคัญ เช่น ภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียด แผ่นโปร่งใสหรือสไลด์ที่เต็มไปด้วยข้อความ และมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับรู้และเรียนรู้ในครั้งหนึ่งๆ การแก้ปัญหาเหล่านี้ทำได้ไม่ยากเลย ถ้าเพียงแต่ผู้สอนจะศึกษาเนื้อหาที่ตนจะสอนให้ดีแล้วคัดเลือกเฉพาะส่วนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น เมื่อคัดเลือกแล้วลองพิจารณาด้วยว่า ข้อความหรือภาพที่ตั้งใจจะใส่ลงในสื่อการสอนนั้นตนเองจะสามารถบรรยายให้ผู้เรียนเข้าใจ
ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นสื่อการสอน แต่ถ้าคิดว่าการบรรยายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอก็ให้วางแผนทำสื่อการสอนต่อไป
          ก่อนที่ผู้สอนจะวางแผนผลิตสื่อการสอน ต้องระลึกไว้เสมอว่า สิ่งที่เสนอในสื่อการสอนอาจเป็นหัวเรื่องและหัวเรื่องย่อย ๆ
เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมทั้งหมดของเรื่องนั้น ๆ และเรียนรู้ไปทีละหัวเรื่องหรืออาจเป็นข้อความที่สำคัญ แต่ไม่ยาวจนเกินไปนัก
เพื่อให้ผู้เรียนได้รายละเอียดที่ถูกต้องครบถ้วนเหมือนกันทุกคน เช่น คำจำกัดความ หลักการ ทฤษฎี คำกล่าวต่าง ๆ เป็นต้น หรืออาจเป็นภาพประกอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่อธิบายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
          งานเขียนที่ดีไม่ว่าจะเป็น บทความ เรียงความ ตำรา แผ่นพับ หรือโปสเตอร์ ผู้เขียนจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ในการกำหนด
รูปแบบการนำเสนอ หลักเกณฑ์ในการเสนอเนื้อหาสาระ และหลักเกณฑ์การใช้ภาษา จึงจะสามารถผลิตงานเขียนที่จะใช้สื่อความหมาย
ได้อย่างสมบูรณ์ การผลิตสื่อต่าง ๆ ผู้สอนจำเป็นต้องมีแนวทางในการเขียน มีการจัดระเบียบความคิดอย่างเป็นระบบ
เพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดเนื้อหาหรือความคิดได้อย่างสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์การสอน
          เนื้อหาวิชาหรือ Subject Content เป็นส่วนที่จะให้รายละเอียดหรือความรู้เกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ การที่จะคัดเลือก ตัดทอน
หรือจัดลำดับของเนื้อหาเพื่อนำเสนอ ผู้สอนต้อง เข้าใจเนื้อหานั้นเป็นอย่างดี และต้องรู้ว่าการจัดลำดับเนื้อหาจะมีผลต่อการเรียนรู้
ของผู้เรียนอย่างไรบ้าง การศึกษาและการวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนำมาเขียนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
          โดยปกติแล้วการเตรียมเนื้อหา ผู้สอนส่วนใหญ่จะยึดรายละเอียดและลำดับของเนื้อหาตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ตำรา
หรือเอกสารที่ได้สรุปไว้ประกอบการสอน อาจกล่าวได้ว่าเนื้อหาที่เขียนไว้ อย่างไร ตามลำดับอย่างนั้น ข้อความจะสั้นหรือยาว
ขึ้นอยู่กับเนื้อหา
          ในการศึกษาเนื้อหาวิชา ผู้สอนต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระเพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ ผู้เรียน เรียนเนื้อหาอะไรบ้าง
เรียนอะไรก่อนอะไรหลัง ไม่ให้สิ่งที่ต้องเรียนนั้นมากหรือน้อยเกินไป ยากหรือง่ายเกินไป นั่นคือผู้สอนต้องพิจารณาความเหมาะสม
และปริมาณของเนื้อหาที่จะสอนในแต่ละครั้ง ด้วยเหตุนี้ผู้สอนที่วางแผนจะผลิตสื่อการสอนจึงต้องมีวิธีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหา
วิธีการสำคัญก็คือ (1) การวิเคราะห์เนื้อหา และ (2) การสร้างแผนผังแนวคิด

การวิเคราะห์เนื้อหา

          การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นวิธีการแยกแยะแจกแจงเนื้อหาหรือแนวคิดที่ปรากฏในเอกสาร ข่าวสาร คำพูด หรือภาพ
ทำให้ทราบโครงสร้างและขอบเขตเนื้อหาอย่างละเอียด รวมทั้งทำให้ผู้สอนเห็นการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาในแต่ละช่วงเวลา
ที่ทำการวิเคราะห์ด้วย และผลจากการแยกแยะแจกแจงเนื้อหาช่วยให้สามารถแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นหัวเรื่อง หัวเรื่องย่อย
และหัวข้อย่อย
          ผู้ที่จะวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อการผลิตสื่อการสอนได้นั้นจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบในการวิเคราะห์เนื้อหา
และวิธีวิเคราะห์เนื้อหา
          1.1 องค์ประกอบในการวิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่
                    1.1.1 เนื้อหาที่จะวิเคราะห์ เนื้อหาในที่นี้อาจเป็นข้อความในตำรา หนังสือ เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ บทสนทนา รูปภาพ
ภาพในสไลด์ เป็นต้น
                    1.1.2 วัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ โดยทั่วไปในการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อผลิตสื่อการสอน ผู้สอนมักมีวัตถุประสงค์เพื่อ
แบ่งเนื้อหาทำให้ทราบโครงสร้าง และลำดับของเนื้อหา
                    1.1.3 หน่วยในการวิเคราะห์ เพื่อใช้แสดงปริมาณของการวิเคราะห์ มักวิเคราะห์ออกมาเป็นหัวเรื่อง หัวเรื่องย่อย
หัวข้อย่อย รวมทั้งปริมาณ เช่น จำนวนแนวคิด จำนวนหน้า เป็นต้น
          1.2 วิธีวิเคราะห์ มีลำดับขั้นตอนดังนี้
                    1.2.1 ศึกษาเนื้อหาสาระจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้เนื้อหาครบถ้วน และไม่ ซ้ำซ้อน
                    1.2.2 ศึกษาวัตถุประสงค์การเรียน เพื่อให้ทราบขอบเขตเนื้อหาและเรื่องที่ต้องการพัฒนาผู้เรียน
                    1.2.3 กำหนดวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ เช่น เพื่อแยกแยะรายละเอียดของ เนื้อหา เพื่อจัดลำดับเนื้อหา
เพื่อให้ทราบความสัมพันธ์ของเนื้อหา
                    1.2.4 ทำการวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมด

แผนผังแนวคิด

          แผนผังแนวคิด (Concept Mapping) หมายถึง สิ่งที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดหลายแนวคิดของเนื้อหา
อย่างมีลำดับขั้น โดยมีคำหรือข้อความเป็นตัวเชื่อมแนวคิดเหล่านั้น แผนผังแนวคิดช่วยทำให้ผู้สอนเข้าใจเนื้อหาสาระได้อย่างเป็นระบบ สามารถเห็นความสัมพันธ์และประเด็นสำคัญของเนื้อหาสาระได้อย่างรวดเร็ว
          ลักษณะของแผนผังแนวคิด ที่จะทำให้ผู้สอนสามารถสรุปเป็นเนื้อหาเพื่อผลิตสื่อการสอนได้ มี 2 ลักษณะ คือ
(1) แผนผังแนวคิดในรูปแผนผัง และ (2) แผนผังแนวคิดในรูปแบบจำลอง

ภาพที่ 1 แสดงแผนผังแนวคิดในรูปแผนผัง

ภาพที่ 2 แสดงแผนผังแนวคิดในรูปแบบจำลอง



โครงสร้างเนื้อหา


          โครงสร้างเนื้อหา เป็นลำดับของเนื้อหาที่ถูกจัดเรียงไว้ตามลักษณะที่เหมาะสมของเนื้อหาเรื่องนั้น ๆ เนื้อหาหนึ่ง ๆ
อาจประกอบด้วยเนื้อหาย่อย ๆ จำนวนมาก เนื้อหาย่อย ๆ เหล่านี้เองถูกเรียงลำดับไว้ถูกต้องเหมาะสมก็ย่อมทำให้ผู้เรียน
สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย
เนื้อหาส่วนใหญ่สามารถจัดเรียงลำดับตามโครงสร้างได้ 3 แบบ คือ (1) โครงสร้างตามแนวตั้ง (2) โครงสร้างตามแนวนอน และ
(3) โครงสร้างแบบผสม
          1.1 เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้มีการเรียงลำดับเนื้อหาย่อยตามลำดับชั้น จากเนื้อหาย่อยที่ 1
จนถึงเนื้อหาย่อยสุดท้าย เนื้อหาย่อยแรกเป็นเนื้อหาพื้นฐานสำหรับเนื้อหาย่อยที่ 2 เนื้อหาย่อยที่ 2 ก็เป็นพื้นฐานของเนื้อหย่อยที่ 3 ด้วย ลักษณะโครงสร้างเนื้อหาแบบนี้ผู้สอนต้องนำเสนอแผ่นโปร่งใสเรียงตามลำดับเท่านั้น หากมีการนำเสนอข้ามขั้นผู้เรียนก็จะขาดความรู้
พื้นฐานที่จำเป็น
          เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง มักเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง หลักการ และกระบวนการที่ต้องแสดงให้เห็นขั้นตอน
ตามลำดับขั้น
          ขอยกตัวอย่างสื่อการสอนประเภทแผ่นโปร่งใสที่นำเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง เช่น เนื้อหาที่แสดงขั้นตอน
การบรรจุฟิล์มเข้าล้อล้างฟิล์ม ดังภาพที่ 3
ลำดับที่ ภาพ











ภาพที่ 3 แสดงขั้นตอนการบรรจุเข้าล้อล้างฟิล์มเป็นการเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวตั้ง



          1.2 เนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้ไม่มีการเรียงลำดับเนื้อหาย่อย แต่ละเนื้อหามีความหมายและ
ความสำคัญในตัวเอง แม้ว่าแต่ละเนื้อหาย่อยจะสัมพันธ์กันก็ตาม แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีลำดับขั้น
การนำเสนอสื่อการสอนที่มีโครงสร้างตามแนวนอนนี้ ผู้สอนสามารถนำเสนอเนื้อหาใดก่อนหลังได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อได้นำเสนอครบถ้วนแล้ว
ผู้เรียนก็จะเกิดความเข้าใจในเนื้อหานั้น
ตัวอย่างสื่อการสอนประเภทแผ่นโปร่งใสที่นำเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน เช่น เนื้อหาเรื่อง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังภาพที่ 4



ภาพที่ 4 แสดงเนื้อหาเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นการเสนอเนื้อหาที่มีโครงสร้างตามแนวนอน



          1.3 เนื้อหาที่มีโครงสร้างแบบผสม เป็นโครงสร้างทั้งตามแนวตั้งและโครงสร้างตามแนวนอน โครงสร้างเนื้อหาแบบนี้
จึงเป็นแบบผสมผสาน การนำเสนอเนื้อหาแบบนี้จึงนำเสนอทั้งเป็นลำดับขั้นและไม่เป็นลำดับขั้น
          จากรายละเอียดที่ท่านได้อ่านมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าการวิเคราะห์เนื้อหาเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สอนซึ่งจะต้อง
ผลิตสื่อการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาก็ยังต้องขึ้นอยู่กับผู้สอนแต่ละคน
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ท่านจะเป็นผู้กำหนดสาระสำคัญ ประเท และลำดับของเนื้อหาด้วยตัวของท่านเอง
ดังนั้นหากท่านดำเนินการโดยคัดเลือกเนื้อหาที่มีสาระตรงตามเรื่องที่จะสอน สนองจุดประสงค์ของการบรรยายนั้น ๆ
และมีจำนวนสื่อเหมาะสมแล้วท่านก็จะประสบความสำเร็จในการสอน
--------------
บรรณานุกรม
          อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง. การพัฒนาหลักสูตรในเอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีการสอน. เล่มที่ 1 หน่วยที่ 5. นนทบุรี :
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539.
          Kemp, J. E. Instructional Design : A Plan for Unit and Course Development. Belmont :
Fearon Pitman Publishers, Inc, 1977.

การประเมินคุณภาพสื่อการสอน

          คุณภาพเป็นคุณสมบัติที่ดีของสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์รับรู้ได้ และเป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคนที่ต้องรับรู้ในสิ่งใด ๆ
ก็ต้องการสิ่งที่มีคุณภาพที่สุด สื่อการสอนที่ใช้เพื่อการเรียนการสอนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ครูผุ้สอนต้องการคุณภาพสูงสุด เพราะสื่อดังกล่าวนี้
จะส่งผลไปถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเช่นกัน การประเมินคุณภาพของสื่อการสอนทำได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่
การประเมินคุณภาพของสื่อที่เป็นระบบ ได้แก่ สื่อสำเร็จรูปที่เป็นบทเรียนโปรแกรม (PI) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) สไลด์ –เทป
วีดิทัศน์ การศึกษา เป็นต้น ส่วนการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งได้แก่ สื่อการสอนที่ไม่เป็นระบบ กล่าวคือ เป็นสื่อที่ใช้ร่วมกับสื่ออื่น ๆ ด้วยเช่น
การใช้รูปภาพประกอบการบรรยาย หรือใช้วีดิทัศน์ประกอบการสอน เป็นต้น ตัวแปรสำคัญก็คือ การบรรยาย สื่อเป็นเพียงส่วนประกอบ
การประเมินคุณภาพสื่อประเภทนี้จะเป็นการประเมินกว้าง ๆ เพื่อดูค่าเฉลี่ยว่าโดยรวมแล้วสื่อนั้นๆ มีคุณภาพและความเหมาะสมเพียงใด
          สำหรับแบบประเมินที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แนวทางในการประเมินคุณภาพ ข้างท้ายนี้มีลักษณะกว้าง ๆ และใช้กับสื่อหลายชนิด
แล้วแต่ว่าผู้ประเมินจะเลือกใช้กับสื่อใด และในบางกรณีอาจจะต้องประยุกต์ใช้ในกรณีที่ไม่มีหัวข้อระบุไว้ให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม
สื่อการสอนทั้งหลายก็อาจจะอยู่ในประเด็นหลัก 3 ประการ ดังนี้
          1. คุณภาพด้านโครงสร้าง
          2. คุณภาพด้านเนื้อหา
          3. คุณภาพการนำไปใช้
สำหรับแบบประเมินข้างท้ายนี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ประยุกต์ให้มีข้อย่อย ๆ ครอบคลุมสาระสำคัญของสื่อการสอนเพื่อให้ได้พิจารณา
นำไปใช้ต่อไปได้


          ประเภทสื่อการสอน           q วีดิทัศน์พร้อมเสียง q เทปบันทึกเสียง
          q ภาพสไลด์ประกอบเสียง q ภาพ …………………………………
           q สื่ออื่น ๆ …………………………………………………………………..
          ชื่อเรื่อง ……………………………………………. วิชา …………………………………………..

รายการประเมิน
ระดับการประเมิน
ดีมาก
ดี
พอใช้
ปรับปรุง
1. วิธีการนำเสนอ
  00    
     1.1 เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล …………………………………….
       
     1.2 เหมาะสมกับผู้เรียน ( ) กลุ่มเล็ก ( ) กลุ่มใหญ่ ( ) รายบุคคล …..
       
     1.3 ความเหมาะสมของเวลาในการนำเสนอ ………………………….
       
     1.4 การนำเข้าสู่เรื่อง …………………………………………………..
       
2. การนำเสนอเนื้อหาของสื่อ
       
     2.1 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน ………………………….
       
     2.2 สอดคล้องกับกลุ่มวิชาที่กำหนด …………………………………..
       
     2.3 ถูกต้อง/มีคุณค่าทางวิชาการ ……………………………………..
       
     2.4 มีความยาก-ง่าย เหมาะสมกับผู้เรียน …………………………….
       
     2.5 เสริมสร้างทักษะประสบการณ์การเรียนรู้ ………………………..
       
     2.6 ส่งเสริมจริยธรรม/วัฒนธรรม/ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมขนบธรรมเนียมอันดีงาม ………………………………………….
 
       
3. การใช้ภาษา
       
     3.1 ใช้ภาษาถูกตอง ชัดเจน ………………………………………….
       
     3.2 เหมาะสมกับระดับ/วัยวุฒิ/วุฒิภาวะ ของผู้เรียน ………………..
       
     3.3 ใช้คำศัพท์เหมาะสม ……………………………………………..
       
4. ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน
       
     4.1 ส่งเสริมการตอบสนองของผู้เรียน ……………………………….
       
     4.2 ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ………………………………………
       
     4.3 ส่งเสริมกระบวนการคิดของผู้เรียน ……………………………….
       
     4.4 ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์ ………………………………………
       


รายการประเมิน
ระดับการประเมิน
ดีมาก
ดี
พอใช้
ปรับปรุง
5. เทคนิคในการผลิต

       
     5.1 ตัวอักษร (แบบ/ ขนาด/ สี) ………………………………………..

       
     5.2 ขนาด/ ขนาดของภาพ …………………………………………….

       
     5.3 รายละเอียด ……………………………………………………….

       
     5.4 ความประณีต …………………………………………………….

       
5.5 การจัดองค์ประกอบศิลปะ ……………………………………….

       
     5.6 การลำดับภาพ ……………………………………………………
       
     5.7 การสื่อความหมาย ……………………………………………….

       
     5.8 การนำเสนอ ………………………………………………………

       
     5.9 ความยาก-ง่ายในการใช้งาน ……………………………………..

       
     5.10 ขนาด/น้ำหนักเหมาะสม ………………………………………….
       
     5.11 เสียงบรรยาย การออกเสียงอักขระ/จังหวะการอ่าน/น้ำเสียง …….
       
     5.12 เสียงประกอบสัมพันธ์กับภาพและเรื่อง …………………………..

       
     5.13 เสียงดนตรี ชัดเจน/ดัง-เบา พอดี / เข้ากับเนื้อหาและภาพ ……….
       
6. อื่น ๆ

       
     6.1 ใช้ในการสอนได้ง่าย ………………………………………………

       
     6.2 ราคาเหมาะสม ……………………………………………………

       
     6.3 ความแปลกใหม่ …………………………………………………..

       
     6.4 จัดหาง่าย ………………………………………………………….

       
     6.5 ดูแลบำรุงรักษา/จัดเก็บ/ หาอะไหล่ทดแทนง่าย ………………….

       
     6.6 ……………………………………………………………………..
       
     6.7 ……………………………………………………………………..        
         
         
     
รวม

       

.....................................................................................................................

กลับ