    |
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
|
| |
ทุกวันนี้สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทสูงในสังคมการศึกษา
ทั้งในและนอกระบบการศึกษา ประเทศยิ่งเจริญเทคโนโลยียิ่งก้าวหน้า สื่อการศึกษายิ่งมีมากชนิดและรูปแบบ
ประสิทธิภาพของสื่อการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยให้การสื่อสารการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
รวดเร็ว และสามารถสนองความต้องการที่หลากหลายของบุคคลในสังคม สื่อที่มีประสิทธิภาพสูงย่อมจะยังผลสูง
การวัดและการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยชี้ศักยภาพ
และประสิทธิภาพของสื่อว่าสื่อนั้นทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์กำหนดได้แค่ไหนระดับใด
กระบวนการนี้เองนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขสื่อให้มีศักยภาพในระดับมาตรฐาน
การสำรวจเกี่ยวกับการนำสื่อการเรียนการสอนที่มิได้ผ่านการวัดและประเมินผลไปใช้มีขึ้นอยู่เสมอๆ
เพื่อเตือนสติเมื่อเร็วๆ นี้ในปี ค.ศ.๑๙๙๐ Rothe (ใน Nichols Randall G.,
Robinsin, Rhonda S. และ Wilgmann,Betar, ๑๙๙๓) กล่าวว่าครูที่พิจารณาประสิทธิภาพสื่อและเทคนิคการผลิตสื่อมีน้อยมาก
จากการศึกษาของ Komoski ในปี ๑๙๗๔ (Komoski, ๑๙๗๔) พบว่า วัสดุการสอนเพียงร้อยละ
๑ เท่านั้นที่ได้รับการประเมินผลหนึ่งครั้ง หรือมากกว่าเพื่อปรับปรุงสื่อเมื่อเวลาล่วงเลยมาเกือบ
๒๐ ปี คิดหวังกันว่าการประเมินผลสื่อเพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพสูงน่าจะมีขึ้นมาก
แต่จากการศึกษาของ Rothe มิได้ยืนยันว่าความหวังนี้เป็นจริง อันที่จริงโดยอุดมการณ์แล้ว
สื่อการเรียนการสอนทุกชิ้น จะต้องได้รับการประเมินผลและปรับปรุงจนมีารตรฐานดีตามเกณฑ์ที่กำหนดก่อนที่จะนำออกใช้
เพื่อเป็นการประกันและให้ความมั่นใจแก่ผู้ใช้สื่อว่าสื่อนั้นมีศักยภาพสามารถทำงานได้ตามที่กำหนดภายใต้เงื่อนไขที่
เหมาะสม สำหรับผู้ใช้กลุ่มเป้าหมาย เฉพาะหนึ่งๆ การประเมินผลที่จะทำหน้าที่ข้างต้นได้
น่าจะเป็นการประเมินผลที่ใช้การวัดการประเมินผลแบบอิงเกณฑ์เพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด
(Criterion-based standard) ในที่นี้ จะเสนอแนะวิธีการวัดและประเมินผลสื่อการเรียนการสอนแบบอิงเกณฑ์
อันเป็นวิธีที่นำไปสู่การพิจารณาปรับปรุงสื่ออย่างมีระบบ
|
|
 |
|
|
 |
|
|
 |
|
|
 |
|
|
 |
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอนคืออะไร
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน
หมายถึง การนำผลจากการวัดผลสื่อการเรียนการสอนมาตีความหมาย (Interretation)
และตัดสินคุณค่า (Value Judgement) เพื่อที่จะรู้ว่าสื่อนั้นทำหน้าที่ตามที่วัตถุประสงค์กำหนดไว้ได้แค่ไหน
มีคุณภาพดีหรือไม่ดีเพียงใด มีลักษณะถูกต้องตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ประการใด
จะเห็นว่า
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน กระทำได้โดยการพิจารณาข้อมูลที่ได้จากการวัดผลสื่อนั้นเทียบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
ข้อมูลที่ได้จากการวัดผลสื่อจึงมีความสำคัญ การวัดผลจึงต้องกระทำอย่างมีหลักการเหตุผลและเป็นระบบเพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง
สามารถบอกศักยภาพของสื่อได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของการประเมินผลสื่ออย่างเที่ยงตรงต่อไป
การวัดผลสื่อการเรียนการสอน
หมายถึง การกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์อย่างมีกฎเกณฑ์ให้กับสื่อการเรียนการสอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลสื่อการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ
ผู้กระทำการวัดและประเมินผลอาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม ที่นิยมกันมากได้แก่
แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นต้น
|
|
|
|
การวัดและการประเมินสื่อการเรียนการสอน
ในที่นี้
จะกล่าวถึงการวัดและการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนที่มีขั้นตอนการตรวจสอบที่พิถีพิถันเพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
ในเบื้องแรก การตรวจสอบแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือ การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ
(Structural) และการตรวจสอบคุณภาพสื่อ (Qualitative) ดังจะได้กล่าวถึงรายละเอียดการตรวจสอบทั้งสองส่วนตามลำดับต่อไปนี้
ขั้น
๑ การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ (Structural basis)
การตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบสิ่งที่ปรากฏในสื่อ
ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ถ้าส่วนที่ปรากฏภายในมีลักษณะชัดเจน
ง่าย และสะดวกแก่การรับรู้ สื่อนั้นเป็นสื่อที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสาร
การตรวจสอบที่สำคัญในขั้นนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ลักษณะสื่อและเนื้อหาสาระในสื่อ
๑.
ลักษณะสื่อ
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการผลิตสื่อให้มีลักษณะต่างๆ คือ ลักษณะเฉพาะตามประเภทของสื่อ
การออกแบบ เทคนิควิธี และความงาม ดังนั้นในการตรวจสอบลักษณะสื่อ ผู้ตรวจสอบจะมุ่งตรวจสอบทั้งสี่ประเด็นข้างต้นเป็นหลัก
|
|
|
|
๑.๑
ลักษณะเฉพาะตามประเภทของสื่อ
สื่อแต่ละประเภทมีลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะ
สื่อการเรียนการสอนบางประเภทจะทำหน้าที่เพียงให้สาระข้อมูล บางประเภทจะให้ทั้งสาระและกำหนดให้ผู้เรียนตอบสนองด้วยในสื่อบางประเภท
เช่น สื่อสำหรับการศึกษารายบุคคล สื่อที่เสนอเนื้อหาสาระข้อมูลอาจจะเสนอได้หลายรูปแบบ
ซึ่งอาจจะให้ความเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมมากน้อยแตกต่างกัน ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือของจริง
ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลใช้ประสาทสัมผัสได้มากช่องรับสัมผัสกว่าสื่ออื่น
ที่มีความเป็นรูปแบบรองลงมา ได้แก่ ของตัวอย่าง ของจำลอง เป็นต้น สื่อบางชนิด
ให้สาระเป็นรายละเอียดมาก บางชนิดให้น้อย บางชนิดให้แต่หัวข้อ เช่น แผ่นโปร่งใส
สื่อบางประเภทสื่อสารด้วยการดู บางประเภทสื่อสารทางเสียง หรือบางประเภทสื่อสารด้วยการสัมผัส
ดมกลิ่น หรือลิ้มรส เช่น การสื่อสารด้วยภาพ ซึ่งมีหลายชนิด ตั้งแต่สื่อประเภทกราฟิกอย่างง่ายไปจนถึงภาพเหมือนจริง
สื่อประเภทกราฟิกนั้น ต้องเสนอความคิดหลักเพียงความคิดเดียว ภาพก็มีหลายชนิด
ภาพ ๒ มิติ หรือภาพ ๓ มิติ ภาพอาจจะอยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหวเร็ว บางชนิดเป็นลายเส้น
รายละเอียดน้อย เช่น ภาพการ์ตูน ซึ่งต่างจากภาพเหมือนจริงที่ให้รายละเอียดมาก
เป็นต้น รูปแบบของการเสนอภาพนั้น อาจจะเสนอภาพหลายภาพพร้อมกัน (Simultaneous
Images หรือ Multi-Images) หรืออาจจะเสนอภาพที่ละภาพต่อเนื่องกัน (Sequential
Images) เหล่านี้เป็นต้น ลักษณะที่แตกต่างกันนี้ย่อมให้คุณค่าแตกต่างกัน
จะเห็นว่า
ในปัจจุบันสื่อแต่ละประเภทมีความหลากหลายในรูปแบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิธีการสอน
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่และทฤษฎีการเรียนการสอนที่นำมาเน้นใหม่ เช่น
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพุทธิปัญญา (Cognitive Psychology) ในการเรียนการสอน
ทำให้สื่อการเรียนการสอนแต่ละประเภทมีมากรูปแบบอันนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการสื่อสาร
เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ซึ่งแต่เดิมได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพฤติกรรมในการสร้างบทเรียน
(Behavioral Psychology) CAI นั้นมีลักษณะเป็นบทเรียนสำเร็จรูป แต่ในปัจจุบันการประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพุทธิปัญญา
(Cognitive Psychology) ทำให้เกิด CAI ในลักษณะของเกมส์ (Games) สถานการณ์จำลอง
(Simulation) และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ (Artificial Intelligence)
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้สื่อการเรียนการสอนจะมีรูปแบบที่หลากหลาย สื่อที่ผลิตก็จะต้องคงลักษณะเฉพาะตามประเภทสื่อไว้ได้
ดังนั้นในการตรวจสอบสื่อ
ผู้ตรวจสอบจะต้องพิจารณาความถูกต้องของลักษณะสื่อ ทั้งแต่ละองค์ประกอบและโดยส่วนรวมในอันที่จะนำไปสู่การทำงานที่สมบูรณ์ตามศักยภาพของสื่อแต่ละประเภท
และตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสื่อ (ดูตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสอบสื่อ ๑,
๒, ๓ และ ๔)
|
|
|
|
|
๑.๒
มาตรฐานการออกแบบ (Design Standards)
การออกแบบสื่อการเรียนการสอนเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยการนำส่วนประกอบต่างๆ
ตามประเภทของสื่อและองค์ประกอบการเรียนการสอนที่เกี่ยงข้องมาพิจารณา เพื่อประโยชน์ของการสื่อสาระตามความคาดหมาย
องค์ประกอบการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องในที่นี้ได้แก่ จิตวิทยาการเรียนรู้เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย
หลักการสอน กระบวนการสื่อสารและลักษณะเฉพาะเรื่อง เป็นต้น การออกแบบสื่อที่ดีจะต้องช่วยทำให้การสื่อสาระชัดเจนและเป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
กล่าวคือ ต้องไม่เป็นการออกแบบที่ทำให้การสื่อสารคลุมเครือ และสับสนจนเป็นอุปสรรคต่อการสื่อความเข้าใจ
ดังนั้นในการตรวจสอบสื่อในขั้นนี้ สิ่งที่ผู้ตรวจสอบสื่อจะต้องพิจารณา
คือ การชี้หรือแสดงสาระสำคัญตามที่ต้องการได้อย่างน่าสนใจ กระชับและได้ใจความครบถ้วน
มีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรม เช่น จำนวนเวลาเรียน
จำนวนบุคคลผู้ใช้สื่อ วิธีการใช้สื่อ เป็นต้น มีความน่าสนใจ ตื่นหู ตื่นตา
เร้าใจ และน่าเชื่อถือ อนึ่ง หากสื่อนั้นมีกิจกรรมหรือตัวอย่างประกอบ กิจกรรมจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระ
ทั้งกิจกรรมและตัวอย่างต้องสามารถจุและตรึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา
และนำไปสู่การขยายหรือเสริมสาระที่ต้องการเรียนรู้ให้กระจ่างชัด แต่ถ้าสื่อนั้นเป็นวัสดุกราฟิก
ก็จะต้องเป็นการออกแบบที่ลงตัว มีความสมดุลย์ในตัว
นอกจากนี้ในบางครั้งอาจใช้การออกแบบแก้ข้อจำกัดหรือข้อเสียเปรียบของลักษณะเฉพาะบางประการของสื่อ
แต่การกระทำเช่นนี้ จำเป็นต้องมีผลงานวิจัยรองรับ ตัวอย่างเช่นโปรแกรมการสอนด้วยไมโครคอมพิวเตอร์
(Microcomputer-based instructional programs) ซึ่งเป็นบทเรียนสำเร็จรูปรายบุคคล
ตามปกติบทเรียนลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนนานเท่าไรก็ได้
แต่นักวิจัยกลุ่มหนึ่ง อันประกอบด้วย Belland, Taylor, Canelos, Dwyer
และ Baker (๑๙๘๕) ตั้งประเด็นสงสัยว่า การให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้เวลาเรียนนานเท่าใดก็ได้นั้น
อาจจะเป็นผลทำให้ผู้เรียนไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า
ความตั้งใจเรียนเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ คณะวิจัยจึงได้ทำการวิจัยโดยกำหนดเวลาเรียนในโปรแกรมกรสอนด้วยไมโครคอมพิวเตอร์
ซึ่งการกำหนดเวลาเรียนนี้กระทำได้ เพราะอยู่ในสมรรถวิสัยตามศักยภาพคอมพิวเตอร์
ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมที่กำหนดเวลาเรียน ผนวกกับให้เวลาสำหรับกระบวนการคิด
ช่วยให้ผลการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย ตัวอย่างงานวิจัยที่ยกมาข้างบนนี้
ชี้ให้เห็นว่า กรออกแบบโดยการกำหนดเวลาเรียนในบทเรียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถกำหนดเวลาเรียนในบทเรียนได้
ช่วยแก้จุดอ่อนหรือข้อจำกัดของลักษณะเฉพาะบทเรียนสำเร็จรูปรายบุคคลได้เป็นอย่างดี
งานวิจัยในลักษณะนี้จะช่วยนักออกแบบสื่อให้มีความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการออกแบบ
|
|
|
|
|
|
๑.๓
มาตรฐานทางเทคนิควิธี (Technical standards)
เทคนิควิธีการเสนอสื่อ
เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สื่อมีความน่าสนใจและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญประการหนึ่งที่ควรเน้นในที่นี้คือ เทคนิควิธีที่ใช้ในสื่อการเรียนการสอน
ต้องเป็นเทคนิควิธีการทางการศึกษากล่าวคือ เป็นเทคนิควิธีการที่ช่วยให้การเสนอสาระเป็นไปอย่างชัดเจน
ไม่คลุมเครือหรือไม่ซ่อนเร้นสาระเพื่อให้มีการเดา
ในด้านการนำเสนอต้องน่าสนใจ ตื่นหู ตื่นตา ในกรณีที่มีการเปรียบเทียบต้องสามารถชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและ
ความเหมือน ก่อให้เกิดความเข้าใจง่าย มีความกระชับและสามารถสรุปกินความได้ครบถ้วนถูกต้องตามที่วัตถุประสงค์
กำหนด อีกทั้งเป็นเทคนิควิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเป็นจริงเป็นจัง
ส่วนในด้านการใช้สื่อ
ควรเป็นเทคนิควิธีที่ช่วยให้ความคล่องตัวในการใช้ ใช้ง่าย และมีความปลอดภัย
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสอบสื่อ ๑
| แบบประเมินบทเรียนแบบโปรแกรม* |
| เรื่อง.................................................................................................................................................. |
| ลำดับที่ในชุด/ชุด............................................................................................................................... |
| ผลิตโดย ............................................................. วันที่
................................. ราคา ....................... |
| ความยาว
(เวลาที่ใช้ในการเรียนโดยเฉลี่ย) ......................................................
นาที ........................ |
| วิชา |
| ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย |
วัตถุประสงค์ของบทเรียน
|
ความสามารถที่ต้องมีก่อนเรียน
|
O |
ความรู้เนื้อหาสาระ/ศัพท์เฉพาะที่ต้องมี |
O |
ความสามารถทางการอ่าน |
O |
ความสามารถทางคณิตศาสตร์ |
O |
อื่นๆ |
ผลการประเมิน
|
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
|
สูง |
|
กลาง |
|
ต่ำ |
ข้อเสนอแนะ |
ความถูกต้องของสาระ
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ความน่าสนใจ
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
โครงสร้างของบทเรียนให้เนื้อหาสาระดี
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ต้องการการตอบสนองที่เน้นการคิด
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การฝึกปฏิบัติมีความสอดคล้อง
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ทดสอบผลการเรียนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การให้ผลย้อนกลับชี้ทางไปสู่การแก้ไขชัดเจน
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ความเหมาะสมของศัพท์ที่ใช้
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การตรวจสอบประสิทธิภาพบทเรียน
(ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน เวลา และผลการเรียนรู้
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
| จุดเด่นของบทเรียน |
|
|
|
|
|
|
| จุดอ่อนของบทเรียน |
|
|
|
|
|
|
| |
ผู้ตรวจสอบ.................................... |
| |
ตำแหน่ง........................................ |
| ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
...................................................................
|
วันที่............................................... |
*
แปลและปรับปรุงจาก Heinich, R., Molenda, M., and Russell, J.D. (๑๙๙๓) Instructional
media, หน้า ๓๕๔.
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
|
สูง |
|
กลาง |
|
ต่ำ |
ข้อเสนอแนะ |
ความถูกต้องของสาระ
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ความน่าสนใจ
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
โครงสร้างของบทเรียนให้เนื้อหาสาระดี
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ต้องการการตอบสนองที่เน้นการคิด
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การฝึกปฏิบัติมีความสอดคล้อง
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ทดสอบผลการเรียนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การให้ผลย้อนกลับชี้ทางไปสู่การแก้ไขชัดเจน
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
ความเหมาะสมของศัพท์ที่ใช้
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
การตรวจสอบประสิทธิภาพบทเรียน
(ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน เวลา และผลการเรียนรู้
|
O |
O |
O |
O |
O |
................... |
| จุดเด่นของบทเรียน |
|
|
|
|
|
|
| จุดอ่อนของบทเรียน |
|
|
|
|
|
|
| |
ผู้ตรวจสอบ.................................... |
| |
ตำแหน่ง........................................ |
| ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
...................................................................
|
วันที่............................................... |
............................................................................... |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|